หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
- oatty
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2444
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 1
โลกในมุมมองของ Value Investor 7 กุมภาพันธ์ 2552
รัฐวิสาหกิจ และบริษัทที่รัฐมีอำนาจในการควบคุมแต่ถือหุ้นไม่ถึง 50% ในตลาดหุ้นไทยนั้นมีไม่น้อย แต่ละบริษัทมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่และใหญ่ที่สุด หุ้นของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหุ้น Blue Chip ที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนทั่วไป แต่บริษัทและหุ้นเหล่านี้มีความแตกต่างกับหุ้นของบริษัททั่ว ๆ ไปอยู่พอสมควร มาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียของการเป็นบริษัทของรัฐนั้นมีอะไรบ้าง
ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงภาพใหญ่ที่สุดของหุ้นรัฐวิสาหกิจก่อนว่าเป็นกิจการที่ “ไม่มีเจ้าของ” นั่นคือ เจ้าของก็คือรัฐ ซึ่งก็คือประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนไม่สามารถและ “ไม่มีสิทธิ” มาควบคุมหรือสั่งการอะไรกับผู้บริหารและพนักงานของบริษัท คนที่มีอำนาจจริง ๆ คือ “ ตัวแทนของประชาชน” ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งและเข้ามามีอำนาจในการกำกับบริษัทรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ดังนั้น ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจึงต้องบริหารและดำเนินกิจการในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของคนที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนเอง ซึ่งก็คือนักการเมืองที่เป็นผู้ควบคุมบริษัทโดยถือว่านี่คือภารกิจอันดับหนึ่ง ส่วนผลประโยชน์ของ “ผู้ถือหุ้น” ถือเป็นภารกิจรองลงมาอยู่ในอันดับท้าย ๆ หลังผลประโยชน์ของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่นผลประโยชน์ของกรรมการ พนักงาน หรือ “ประชาชน” และนี่ก็คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้หุ้นรัฐวิสาหกิจแตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ
สิ่งที่ตามมาจากโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวก็คือ ข้อแรก รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ต่ำกว่าบริษัทเอกชน ที่เห็นชัดเจนก็คือ มักจะมีจำนวนพนักงานมากกว่าบริษัทเอกชนที่ทำงานคล้าย ๆ กันมาก พนักงานเองก็มักจะมีสวัสดิการค่อนข้างดี มีสิทธิในการลา การรักษาพยาบาล การใช้บริการของบริษัท และสิทธิอื่น ๆ มากมายเมื่อเทียบกับบริษัทเอกชน นี่ก็คงเกิดจากแนวความคิดหลักที่ว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์ของพนักงาน เพราะผู้ถือหุ้นนั้น “ไม่ค่อยมีตัวตน” มีแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อาจจะมา “บ่น” กันปีละครั้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ข้อสอง รัฐวิสาหกิจนั้น จำนวนมากมักจะซื้อทรัพย์สินหรือวัตถุดิบที่จะใช้ในการดำเนินการในราคาที่สูงกว่าบริษัทเอกชนและสูงกว่าราคาตลาด ราคาที่สูงเกินปกตินั้นมักจะกระจายกันไปในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ ซึ่งแน่นอน รวมถึงนักการเมืองที่ควบคุมกิจการด้วย และส่วนหลังนี้ ในบางครั้งเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุด การซื้อของแพงนี้ ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนน้อยลง หรือบางครั้งก็ทำให้บริษัทได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพด้อยกว่าปกติ ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิตหรือให้บริการได้
ข้อสาม ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจนั้น จำนวนมาก มีคุณสมบัติหรือความสามารถที่ต่ำกว่าผู้บริหารบริษัทเอกชนที่บริหารกิจการที่มีขนาดระดับเดียวกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเงินเดือนของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะในระดับผู้บริหารระดับสูงมักจะต่ำกว่าบริษัทเอกชน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ผู้บริหารเองมักไม่มีแรงจูงใจในการที่จะบริหารกิจการให้เป็นเลิศ เพราะความก้าวหน้าของตนเองนั้น อาจจะอยู่ที่การ “ดูแล” ผู้ที่ควบคุมตนเองมากกว่า และผู้ควบคุมเองนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเข้ามาและออกไปภายในเวลาอันสั้น จึงมักจะไม่คิดถึงการพัฒนากิจการซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว พวกเขามักคิดแต่ว่า รัฐวิสาหกิจนั้นจะทำหรือให้อะไรเขาได้ในช่วงเวลาที่เขามีอำนาจอยู่
ข้อสี่ซึ่งคงไม่ใช่ข้อสุดท้ายก็คือ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งนั้น เป็นเครื่องมือของรัฐในการดำเนินนโยบายทางการเมือง ดังนั้น ในหลาย ๆ ครั้ง รัฐวิสาหกิจต้องทำธุรกิจแบบ “ขาดทุน” ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องเน้นการทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นกำไรสูงสุดหรือกำไรที่เหมาะสม
ผมพูดถึงข้อเสียหรือข้อด้อยของหุ้นรัฐวิสาหกิจมาค่อนข้างมาก ลองมาดูข้อดีบ้าง และข้อดีหรือจุดเด่นข้อแรกและมักจะเป็นจุดที่ดีที่สุดที่ลบล้างข้อด้อยทั้งหลายได้ก็คือ รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีอำนาจการผูกขาดทางธุรกิจสูง แน่นอน ไม่ใช่ผูกขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นความได้เปรียบที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกิจการเอกชน การผูกขาดหมายถึงการมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าและบริการสูงกว่าราคาที่ควรเป็น และนี่ทำให้รัฐวิสาหกิจมีกำไรค่อนข้างดีแม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าระดับปกติ ประสิทธิภาพในการดำเนินการจะต่ำกว่า และการบริหารงานก็ไม่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากนัก
ข้อสองก็คือ ระบบบัญชีและการรายงานทางบัญชีของรัฐวิสาหกิจนั้น น่าจะได้มาตรฐาน และการตบแต่งบัญชีในลักษณะที่อาจเป็นการฉ้อฉลไม่น่าจะมี สาเหตุสำคัญก็คือ ผู้บริหารไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ เพราะนั่นอาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ผลตอบแทนจากการทำแบบนั้นมีน้อยมาก
ข้อสามก็คือ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นของกิจการที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะเช่นเดียวกับหรือมากกว่าเพื่อการทำกำไร ดังนั้น รัฐบาลจึงมักจะไม่ขายหุ้นออกมาไม่ว่าราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร ในบางกรณีที่ต้องการขายหุ้น รัฐบาลก็มักจะขายเป็นล็อตใหญ่ให้กับผู้ถือหุ้นสถาบัน โอกาสที่หุ้นจะถูกทยอยขายในตลาดแทบไม่มี เช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่เคยซื้อหุ้นในตลาด สิ่งนี้ประกอบกับการที่หุ้นมักมีขนาดใหญ่ ทำให้การบิดเบือนของราคาหุ้นโดยการซื้อขายของเจ้าของหรือรายใหญ่มีน้อยมาก ดังนั้น การที่เราจะ “ถูกหลอก” จากราคาหุ้นแทบไม่มี
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ หุ้นรัฐวิสาหกิจมักจะมีอัตราการจ่ายปันผลจากผลกำไรค่อนข้างยุติธรรมและดี นี่เป็นเพราะกระทรวงการคลังต้องการเม็ดเงินจากรัฐวิสาหกิจมาใช้จ่าย เนื่องจากรายรับจากปันผลนั้นเป็นรายได้ที่สำคัญ ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็มักจะได้รับอานิสงค์ในส่วนนี้ด้วย
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของ ข้อดี- ข้อเสีย ของหุ้นรัฐวิสาหกิจที่ Value Investor จะต้องเข้าใจถ้าสนใจจะลงทุน อย่าคิดแต่เพียงว่ารัฐวิสาหกิจรายนี้ “มีการบริหารงานที่ไม่ดีและไม่โปร่งใส” ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยง ในขณะที่อีกแห่งหนึ่ง “บริหารได้ดี มีกำไรสูง” เราควรลงทุน นี่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงอาจเป็นว่า บริหารไม่ดีทั้งคู่เนื่องจากเรื่องของโครงสร้างอย่างที่กล่าวแล้ว แต่แห่งแรกนั้นมีการผูกขาดทางธุรกิจน้อยกว่า บางคนบอกว่าถ้ารัฐวิสาหกิจนี้ “บริหารงานดีขึ้นแล้ว” อาจจะซื้อหุ้น ความเป็นจริงก็คือ อย่าหวังว่าจะบริหารดีขึ้น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้าง แก้ยากมาก ต้องคิดว่า บริหารแบบนี้แหละ กำไรก็คงเท่านี้หรืออนาคตก็คงเท่านั้น หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม?
รัฐวิสาหกิจ และบริษัทที่รัฐมีอำนาจในการควบคุมแต่ถือหุ้นไม่ถึง 50% ในตลาดหุ้นไทยนั้นมีไม่น้อย แต่ละบริษัทมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่และใหญ่ที่สุด หุ้นของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหุ้น Blue Chip ที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนทั่วไป แต่บริษัทและหุ้นเหล่านี้มีความแตกต่างกับหุ้นของบริษัททั่ว ๆ ไปอยู่พอสมควร มาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียของการเป็นบริษัทของรัฐนั้นมีอะไรบ้าง
ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงภาพใหญ่ที่สุดของหุ้นรัฐวิสาหกิจก่อนว่าเป็นกิจการที่ “ไม่มีเจ้าของ” นั่นคือ เจ้าของก็คือรัฐ ซึ่งก็คือประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนไม่สามารถและ “ไม่มีสิทธิ” มาควบคุมหรือสั่งการอะไรกับผู้บริหารและพนักงานของบริษัท คนที่มีอำนาจจริง ๆ คือ “ ตัวแทนของประชาชน” ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งและเข้ามามีอำนาจในการกำกับบริษัทรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ดังนั้น ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจึงต้องบริหารและดำเนินกิจการในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของคนที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนเอง ซึ่งก็คือนักการเมืองที่เป็นผู้ควบคุมบริษัทโดยถือว่านี่คือภารกิจอันดับหนึ่ง ส่วนผลประโยชน์ของ “ผู้ถือหุ้น” ถือเป็นภารกิจรองลงมาอยู่ในอันดับท้าย ๆ หลังผลประโยชน์ของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่นผลประโยชน์ของกรรมการ พนักงาน หรือ “ประชาชน” และนี่ก็คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้หุ้นรัฐวิสาหกิจแตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ
สิ่งที่ตามมาจากโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวก็คือ ข้อแรก รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ต่ำกว่าบริษัทเอกชน ที่เห็นชัดเจนก็คือ มักจะมีจำนวนพนักงานมากกว่าบริษัทเอกชนที่ทำงานคล้าย ๆ กันมาก พนักงานเองก็มักจะมีสวัสดิการค่อนข้างดี มีสิทธิในการลา การรักษาพยาบาล การใช้บริการของบริษัท และสิทธิอื่น ๆ มากมายเมื่อเทียบกับบริษัทเอกชน นี่ก็คงเกิดจากแนวความคิดหลักที่ว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์ของพนักงาน เพราะผู้ถือหุ้นนั้น “ไม่ค่อยมีตัวตน” มีแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อาจจะมา “บ่น” กันปีละครั้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ข้อสอง รัฐวิสาหกิจนั้น จำนวนมากมักจะซื้อทรัพย์สินหรือวัตถุดิบที่จะใช้ในการดำเนินการในราคาที่สูงกว่าบริษัทเอกชนและสูงกว่าราคาตลาด ราคาที่สูงเกินปกตินั้นมักจะกระจายกันไปในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ ซึ่งแน่นอน รวมถึงนักการเมืองที่ควบคุมกิจการด้วย และส่วนหลังนี้ ในบางครั้งเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุด การซื้อของแพงนี้ ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนน้อยลง หรือบางครั้งก็ทำให้บริษัทได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพด้อยกว่าปกติ ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิตหรือให้บริการได้
ข้อสาม ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจนั้น จำนวนมาก มีคุณสมบัติหรือความสามารถที่ต่ำกว่าผู้บริหารบริษัทเอกชนที่บริหารกิจการที่มีขนาดระดับเดียวกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเงินเดือนของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะในระดับผู้บริหารระดับสูงมักจะต่ำกว่าบริษัทเอกชน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ผู้บริหารเองมักไม่มีแรงจูงใจในการที่จะบริหารกิจการให้เป็นเลิศ เพราะความก้าวหน้าของตนเองนั้น อาจจะอยู่ที่การ “ดูแล” ผู้ที่ควบคุมตนเองมากกว่า และผู้ควบคุมเองนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเข้ามาและออกไปภายในเวลาอันสั้น จึงมักจะไม่คิดถึงการพัฒนากิจการซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว พวกเขามักคิดแต่ว่า รัฐวิสาหกิจนั้นจะทำหรือให้อะไรเขาได้ในช่วงเวลาที่เขามีอำนาจอยู่
ข้อสี่ซึ่งคงไม่ใช่ข้อสุดท้ายก็คือ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งนั้น เป็นเครื่องมือของรัฐในการดำเนินนโยบายทางการเมือง ดังนั้น ในหลาย ๆ ครั้ง รัฐวิสาหกิจต้องทำธุรกิจแบบ “ขาดทุน” ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องเน้นการทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นกำไรสูงสุดหรือกำไรที่เหมาะสม
ผมพูดถึงข้อเสียหรือข้อด้อยของหุ้นรัฐวิสาหกิจมาค่อนข้างมาก ลองมาดูข้อดีบ้าง และข้อดีหรือจุดเด่นข้อแรกและมักจะเป็นจุดที่ดีที่สุดที่ลบล้างข้อด้อยทั้งหลายได้ก็คือ รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีอำนาจการผูกขาดทางธุรกิจสูง แน่นอน ไม่ใช่ผูกขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นความได้เปรียบที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกิจการเอกชน การผูกขาดหมายถึงการมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าและบริการสูงกว่าราคาที่ควรเป็น และนี่ทำให้รัฐวิสาหกิจมีกำไรค่อนข้างดีแม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าระดับปกติ ประสิทธิภาพในการดำเนินการจะต่ำกว่า และการบริหารงานก็ไม่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากนัก
ข้อสองก็คือ ระบบบัญชีและการรายงานทางบัญชีของรัฐวิสาหกิจนั้น น่าจะได้มาตรฐาน และการตบแต่งบัญชีในลักษณะที่อาจเป็นการฉ้อฉลไม่น่าจะมี สาเหตุสำคัญก็คือ ผู้บริหารไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ เพราะนั่นอาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ผลตอบแทนจากการทำแบบนั้นมีน้อยมาก
ข้อสามก็คือ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นของกิจการที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะเช่นเดียวกับหรือมากกว่าเพื่อการทำกำไร ดังนั้น รัฐบาลจึงมักจะไม่ขายหุ้นออกมาไม่ว่าราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร ในบางกรณีที่ต้องการขายหุ้น รัฐบาลก็มักจะขายเป็นล็อตใหญ่ให้กับผู้ถือหุ้นสถาบัน โอกาสที่หุ้นจะถูกทยอยขายในตลาดแทบไม่มี เช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่เคยซื้อหุ้นในตลาด สิ่งนี้ประกอบกับการที่หุ้นมักมีขนาดใหญ่ ทำให้การบิดเบือนของราคาหุ้นโดยการซื้อขายของเจ้าของหรือรายใหญ่มีน้อยมาก ดังนั้น การที่เราจะ “ถูกหลอก” จากราคาหุ้นแทบไม่มี
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ หุ้นรัฐวิสาหกิจมักจะมีอัตราการจ่ายปันผลจากผลกำไรค่อนข้างยุติธรรมและดี นี่เป็นเพราะกระทรวงการคลังต้องการเม็ดเงินจากรัฐวิสาหกิจมาใช้จ่าย เนื่องจากรายรับจากปันผลนั้นเป็นรายได้ที่สำคัญ ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็มักจะได้รับอานิสงค์ในส่วนนี้ด้วย
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของ ข้อดี- ข้อเสีย ของหุ้นรัฐวิสาหกิจที่ Value Investor จะต้องเข้าใจถ้าสนใจจะลงทุน อย่าคิดแต่เพียงว่ารัฐวิสาหกิจรายนี้ “มีการบริหารงานที่ไม่ดีและไม่โปร่งใส” ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยง ในขณะที่อีกแห่งหนึ่ง “บริหารได้ดี มีกำไรสูง” เราควรลงทุน นี่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงอาจเป็นว่า บริหารไม่ดีทั้งคู่เนื่องจากเรื่องของโครงสร้างอย่างที่กล่าวแล้ว แต่แห่งแรกนั้นมีการผูกขาดทางธุรกิจน้อยกว่า บางคนบอกว่าถ้ารัฐวิสาหกิจนี้ “บริหารงานดีขึ้นแล้ว” อาจจะซื้อหุ้น ความเป็นจริงก็คือ อย่าหวังว่าจะบริหารดีขึ้น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้าง แก้ยากมาก ต้องคิดว่า บริหารแบบนี้แหละ กำไรก็คงเท่านี้หรืออนาคตก็คงเท่านั้น หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม?
"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี
- SEHJU
- Verified User
- โพสต์: 1238
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 2
ขอบคุณมากครับ....
-
- Verified User
- โพสต์: 2712
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 3
ขอบคุณมากๆนะครับผม
พอดีอยากทราบว่า รัฐวิสาหกิจ มีองค์กรไหนบ้าง
เลยไป search มาเสริมคุณ oatty ครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%
B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%
E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%
B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%
AB%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%
E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B9%81%E0%B8%A2%
E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%
B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2
พอดีอยากทราบว่า รัฐวิสาหกิจ มีองค์กรไหนบ้าง
เลยไป search มาเสริมคุณ oatty ครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%
B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%
E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%
B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%
AB%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%
E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B9%81%E0%B8%A2%
E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%
B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2
อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ
มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม
นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ
มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม
นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ
-
- Verified User
- โพสต์: 1252
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 4
ขอเรียนถามผู้รู้ว่ารัฐวิสาหกิจ หากแปรรูปกลายเป็นหุ้นให้นักลงทุนได้ถือลงทุนแล้ว
อาจจะลืมปรัชญาของตนเองได้ไหมครับ
เพราะต้องคำนึงถือผลประโยชน์ของผู้ที่ทำการแปรรูปได้สำเร็จ
และผู้ถือหุ้นจนไม่อาจย่อมธุรกิจบางอย่างไ
ม่แสวงหาผลกำไรหรืออาจถึงขั้นย่อมขาดทุน
เพื่อผลประโยชน์ของปชชส่วนใหญ
่ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาของรัฐวิสาหกิจที่ผมทราบมาครับ
ตัวอย่างเช่นประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้มากอย่างกลุ่มโอเปค
ให้ปชชของเขาได้เติมน้ำมันในราคาที่ถูกมาก
โดยมิได้ให้ราคาน้ำมันที่ปขขได้ใช้ลอยตัวไปตามราคาตลาดโลก
อาจจะลืมปรัชญาของตนเองได้ไหมครับ
เพราะต้องคำนึงถือผลประโยชน์ของผู้ที่ทำการแปรรูปได้สำเร็จ
และผู้ถือหุ้นจนไม่อาจย่อมธุรกิจบางอย่างไ
ม่แสวงหาผลกำไรหรืออาจถึงขั้นย่อมขาดทุน
เพื่อผลประโยชน์ของปชชส่วนใหญ
่ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาของรัฐวิสาหกิจที่ผมทราบมาครับ
ตัวอย่างเช่นประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้มากอย่างกลุ่มโอเปค
ให้ปชชของเขาได้เติมน้ำมันในราคาที่ถูกมาก
โดยมิได้ให้ราคาน้ำมันที่ปขขได้ใช้ลอยตัวไปตามราคาตลาดโลก
- nasesus
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1278
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 5
บางคนบอกว่าถ้ารัฐวิสาหกิจนี้ “บริหารงานดีขึ้นแล้ว”
อาจจะซื้อหุ้น ความเป็นจริงก็คือ
อย่าหวังว่าจะบริหารดีขึ้น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้าง
แก้ยากมาก ต้องคิดว่า
บริหารแบบนี้แหละ
กำไรก็คงเท่านี้หรืออนาคตก็คงเท่านั้น
หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม?
THAI รับไปเต็มๆ
อาจจะซื้อหุ้น ความเป็นจริงก็คือ
อย่าหวังว่าจะบริหารดีขึ้น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้าง
แก้ยากมาก ต้องคิดว่า
บริหารแบบนี้แหละ
กำไรก็คงเท่านี้หรืออนาคตก็คงเท่านั้น
หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม?
THAI รับไปเต็มๆ
- sorawut
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2494
- ผู้ติดตาม: 2
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 6
พูดยากครับ ถ้าเป็นบริษัททั่วไปศิษย์เซียน007 เขียน:ขอเรียนถามผู้รู้ว่ารัฐวิสาหกิจ
หากแปรรูปกลายเป็นหุ้นให้นักลงทุนได้ถือลงทุนแล้ว
อาจจะลืมปรัชญาของตนเองได้ไหมครับ
เพราะต้องคำนึงถือผลประโยชน์ของผู้ที่ทำการแปรรูปได้สำเร็จ
และผู้ถือหุ้นจนไม่อาจย่อมธุรกิจบางอย่างไม่แสวงหาผลกำไร
หรืออาจถึงขั้นย่อมขาดทุนเพื่อผลประโยชน์ของปชชส่วนใหญ
่ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาของรัฐวิสาหกิจที่ผมทราบมาครับ
การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สั่งการ CEO ทำอะไรอย่างหนึ่งอย่างใด
ที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆเสียประโยชน์
(อาจจะเป็นชาวต่างชาติ)
เท่ากับว่าโกงซิครับ
ถ้าเราคิดว่ารัฐวิสาหกิจมีเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ
ในการถ่วงดุลกับบริษัทเอกชนรายอื่นและ
ทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามลำบาก
เราก็ไม่ควรแปรรูปมันตั้งแต่ต้นแล้วล่ะครับ
แต่ถ้าเราไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เวลาจะลงทุนอะไรเพิ่มก็อาจต้องให้รัฐค้ำประกันให
้ ซึ่งทำให้การเติบโตจำกัด และแข่งขันกับบริษัทเอกชนไม่ได้อยู่ดี
ผมว่ารัฐแค่กำกับให้รัฐวิสาหกิจมหาชนดำเนินงานอย่างสุจริต
เป็นธรรม ไม่ขูดรีดกำไรเกินเหตุก็พอแล้วครับ
ถ้ารัฐต้องการมีมาตราการอะไรมาช่วยประชาชน
ก็ต้องจ่ายเงินอุดหนุนเอา ซึ่งปันผล
และภาษีที่รัฐวิสาหกิจจ่าย ก็กลับมาเป็นเงินได้ของรัฐอยู่ดี
เราต้องคิดด้วยครับว่าที่รัฐวิสาหกิจมหาชนเติบโตได้ขนาดนี้
ก็เพราะเงินเพิ่มทุนที่ได้จากผู้ถือหุ้นรายอื่นเหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของรัฐทั้งหมด
ไม่งั้นทีหลัง รัฐก็หาเงินมาเพิ่มทุนเองแล้วกัน
ไม่ต้องงอคนอื่น
ตัดสินใจว่า ธุรกิจไหนที่คุณต้องการจะเป็นเจ้าของ
และซื้อเมื่อราคาสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่เข้าท่าสำหรับการร่วมทำธุรกิจเท่านั้น
และซื้อเมื่อราคาสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่เข้าท่าสำหรับการร่วมทำธุรกิจเท่านั้น
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 7
เห็นด้วยครับ และน่าจะเป็นทางออกที่มัจฉิมากว่าแนวทางอื่นๆsorawut เขียน: ผมว่ารัฐแค่กำกับให้รัฐวิสาหกิจมหาชนดำเนินงานอย่างสุจริต เป็นธรรม ไม่ขูดรีดกำไรเกินเหตุก็พอแล้วครับ
ปรัชญาของรัฐวิสาหกิจน่าจะเป็นไปเพื่อถ่วงดุลอำนาจทุนนิยมกับสังคมนิยม
ถ้าปล่อยให้เป็ยทุนนิยมมากเกินไปก็มีข้อเสียเพราะทุนนิยมย่อมต้องการกำไรสูงสุด
ความเดือดร้อนย่อมจะตกอยู่กับประชาชนที่ไม่มีกำลังซื้อ
ตัวอย่างก็มีให้ดูมากมายที่อเมริกา
ถ้าปล่อยให้เป็นสังคมนิยมเกินไป
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
- sathaporne
- Verified User
- โพสต์: 1661
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 9
รบกวนพี่หมอช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมครับว่าดร.แกพูดว่าอย่างไรหรือครับ
เพราะผมไม่มีโอกาสได้ฟังครับเลยอยากรู้ว่าที่พี่บอกว่า "ดร.มีมุมมองที่เฉียบคมจริงๆ " มันเป็นอย่างไรหรือครับ
ถ้าพี่ไม่เล่าผมคงไม่มีโอกาสทราบได้แน่ว่า "มุมมองที่เฉียบคมจริงๆ " มันเป็นอย่างไรครับ
เพราะผมไม่มีโอกาสได้ฟังครับเลยอยากรู้ว่าที่พี่บอกว่า "ดร.มีมุมมองที่เฉียบคมจริงๆ " มันเป็นอย่างไรหรือครับ
ถ้าพี่ไม่เล่าผมคงไม่มีโอกาสทราบได้แน่ว่า "มุมมองที่เฉียบคมจริงๆ " มันเป็นอย่างไรครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 18364
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 11
เกี่ยวกับน้ำมันและปิโตรเคมี 1 เกี่ยวกับการบิน 2 เกี่ยวกับสื่อ 1 รถไฟฟ้า 1 (อันนี้ทางอ้อม)
ธนาคาร อันนี้มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ในตลาดมีอยู่ สามแห่ง ถ้าจำไม่ผิด
นอกนั้น ไม่มีแล้ว เท่าที่ในหัวมี
ต้องรอพี่หมอมาเฉลย
ธนาคาร อันนี้มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ในตลาดมีอยู่ สามแห่ง ถ้าจำไม่ผิด
นอกนั้น ไม่มีแล้ว เท่าที่ในหัวมี
ต้องรอพี่หมอมาเฉลย
-
- Verified User
- โพสต์: 1104
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 12
จุดอ่อนสำคัญ ของรัฐวิสาหกิจ คือ สหภาพเเรงงาน ครับ
เเข็งมาก ปกป้องผลประโยชน์พนักงานตลอด
เเละการที่จะป้องกัน นักการเมืองส่งคนเข้ามาหาผลประโยชน์มันยาก จริงๆ การไม่มีเจ้าของที่เเท้จริงกลับทำให้ไม่มีใครปกป้องดูเเลบริษัทให้ดี
Everyone's property is no one's property.
เเข็งมาก ปกป้องผลประโยชน์พนักงานตลอด
เเละการที่จะป้องกัน นักการเมืองส่งคนเข้ามาหาผลประโยชน์มันยาก จริงๆ การไม่มีเจ้าของที่เเท้จริงกลับทำให้ไม่มีใครปกป้องดูเเลบริษัทให้ดี
Everyone's property is no one's property.
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ เเละดับไปในที่สุด
- charnengi
- Verified User
- โพสต์: 2395
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 13
รอฟังข้อดีข้อเสียเหมือนกัน
เรื่องพนักงานมีสวัสดิการดี ผมไม่ติดใจเท่าไหร่ เพราะเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายย่อมเปลี่ยนได้
ที่ผมกลัวคือ ภาระที่ทิ้งไว้ของผู้บริหาร เช่น การจัดทำ mega project ต่างๆ ที่ได้ไม่คุ้มเสีย เป็นภาระผูกพันหรือเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย
บางทีถูกปรับเป็นหมื่นล้าน กู้มาเสียดอกเบี้ยบาน อันนี้บั่นทอนมูลค่าบริษัทอย่างรวดเร็ว
กลัวว่านักลงทุนรายย่อยจะรู้ข่าวเป็นคนสุดท้ายและตั้งตัวไม่ทัน
เรื่องพนักงานมีสวัสดิการดี ผมไม่ติดใจเท่าไหร่ เพราะเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายย่อมเปลี่ยนได้
ที่ผมกลัวคือ ภาระที่ทิ้งไว้ของผู้บริหาร เช่น การจัดทำ mega project ต่างๆ ที่ได้ไม่คุ้มเสีย เป็นภาระผูกพันหรือเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย
บางทีถูกปรับเป็นหมื่นล้าน กู้มาเสียดอกเบี้ยบาน อันนี้บั่นทอนมูลค่าบริษัทอย่างรวดเร็ว
กลัวว่านักลงทุนรายย่อยจะรู้ข่าวเป็นคนสุดท้ายและตั้งตัวไม่ทัน
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 14
ดร.ไม่ได้เอ่ยชื่อหุ้น
แต่บอกว่าจุดแข็งคือ เป็นบริษัทที่ประเทศไทยขาดไม่ได้
ขนาดโรงกลั่น ดร.บอกว่าขาดได้
ไม่มีโรงกลั่นก็นำเข้าน้ำมันสุกซะเลย
ไม่มีโรงไฟฟ้า ก็นำเข้าไฟฟ้า (อันนี้ผมแจมเอง ฮ่า)
ถามว่ามีอะไรที่เรานำเข้าไม่ได้มั่ง
ไม่มีเลยครับ ที่ผ่านมาอะไรที่เราทำไม่ได้ เราก็นำเข้ามาตลอด
ดังนั้นมันจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเราเอง
และเป็นกล่องดวงใจของประเทศเลย
และก็มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคู่แข่งมาทาบรัศมีง่ายๆ
ซึ่งก็คือ สนามบิน
ถูกไหมครับ
ถ้าประเทศไม่มีสนามบินเนี่ย
ไม่รู้ว่าจะเป็นประเทศได้ยังไง
(หมายถึงปัจจุบันนี้นะครับ แฮ่ ถ้าย้อนไปสมัยก่อนมันก็เป็นได้ครับเพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องบิน :lol: )
ถ้าไม่มีสนามบิน นักท่องเทียวก็ต้องมาทางเรือ
จากยุโรปเมกาใช้เวลาเดือนหนึ่งจะมาถึงไหมเนี่ย
หรือบินมาลงมาเลย์แล้วนั่งรถข้ามชายแดนเข้ามา
เมืองไทยจะขายหน้าประชาคมโลกขนาดไหน
เห็นไหมครับสินค้าทดแทนซึ่งเป็นพลังที่ 3.ห่างชั้นกับสินค้าจริงมาก
ย้อนไปดูพลังที่ 1. การแข่งขันระหว่างผู้เล่นรายเดิม
มีสนามบินเกาะสมุยมั้งครับที่เป็นผู้เล่นเก่า
แต่ก็อยู่กันคนละที่และห่างไกลกันเหลือเกิน(ทั้งในแง่ศักยภาพเงินทุนและทำเล)
ไม่มีทางที่เจ้าของสนามบินเกาะสมุยจะมาแข่งในกรุงเทพโดยการเปิดสนามบินใหม่
ผมก็ว่าจริงแฮะ
พลังที่ 2. การเข้ามาของรายใหม่
ต้องใช้เงินเป็นแสนล้านนะครับถึงจะสร้างสนามบินขนาดสุวรรณภูมิได้
พลังที่ 4.และ 5. ก็มีมากไม่ใช่เล่น
สรุปรวมแล้ว
หุ้นสนามบินเป็นหุ้นที่ผูกขาดและมีอำนาจต่อรองสูง
แต่ก็อย่าลืมที่ดร.บอกว่า
ราคาตอนนี้ p/e 3.53 p/b 0.34
แต่พีอีนั้นรวมกำไรจากรายการพิเศษไปเยอะมาก
ส่วนค่าพีบีน่าจะใกล้เคียงของจริง
ดังนั้นสำหรับหุ้นแบบนี้ ราคานี้
จึงนับว่า undervalue เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอในอนาคต
ซึ่งเราหวังเพียงให้กำไรของบริษัทกลับมาเป็นปกติเท่านั้นเอง
เราไม่หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์จากการดำเนินงานที่สุดยอด
เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น
แต่หวังเพียงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้วครับ
ส่วนจะได้เวลาซื้อหรือยัง
สมาชิกต้องพิจารณากันเอาเอง
เร็วๆนี้ ครม.ก็มีมติจะพัฒนาเฟส 2. เพิ่มขึ้นอีก
จะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่ยังไม่ชัดเจนครับ
แต่หุ้นแบบนี้นอกจากจะเป็นหุ้น great แล้ว
ก็มีข้อเสียและข้อควรระวังอีกหลายอย่าง
คือ สมมติว่าสถานการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติ
เศรษฐกิจฟื้นตัว กำไรเยอะเหมือนที่เคยทำได้
เราต้องถามตัวเองว่า
หุ้นตัวนี้จะเป็นหุ้น great ที่ไม่ growth หรือเปล่า
ซึ่งคำตอบก็คือ ใช่
เพราะอัตราการเติบโตของผู้โดยสารนั้น เติบโตน้อยมาก
อยู่ที่ 4-5% ต่อปีเท่านั้นเอง
ซึ่งจัดเป็นหุ้นโตช้าตามวิธีของปีเตอร์ ลินช์
นอกจากนี้ หุ้นสนามบินยังเป็นหุ้นวัฏจักรอีกด้วย
คือเป็นประเภท economical cycle
ถ้าวัฏจักรยังไม่ใช่ขาขึ้น ผลการดำเนินงานที่ดีก็ยังไม่เกิด
ซึ่งหุ้นวัฏจักรมีข้อดีและข้อเสียอื่นๆอย่างไรบ้าง
สมาชิกน่าจะรู้กันดีแล้ว :lol:
อ้อ.....มีหุ้นอีกตัวที่เป็นหุ้นวัฏจักรเหมือนกัน
แต่ตัวนี้ผมเสนอเอง
และคิดว่าน่าสนใจ
เดี๋ยวค่อยมาเล่าครับ ไปรับลูกก่อน.....
แต่บอกว่าจุดแข็งคือ เป็นบริษัทที่ประเทศไทยขาดไม่ได้
ขนาดโรงกลั่น ดร.บอกว่าขาดได้
ไม่มีโรงกลั่นก็นำเข้าน้ำมันสุกซะเลย
ไม่มีโรงไฟฟ้า ก็นำเข้าไฟฟ้า (อันนี้ผมแจมเอง ฮ่า)
ถามว่ามีอะไรที่เรานำเข้าไม่ได้มั่ง
ไม่มีเลยครับ ที่ผ่านมาอะไรที่เราทำไม่ได้ เราก็นำเข้ามาตลอด
ดังนั้นมันจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเราเอง
และเป็นกล่องดวงใจของประเทศเลย
และก็มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคู่แข่งมาทาบรัศมีง่ายๆ
ซึ่งก็คือ สนามบิน
ถูกไหมครับ
ถ้าประเทศไม่มีสนามบินเนี่ย
ไม่รู้ว่าจะเป็นประเทศได้ยังไง
(หมายถึงปัจจุบันนี้นะครับ แฮ่ ถ้าย้อนไปสมัยก่อนมันก็เป็นได้ครับเพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องบิน :lol: )
ถ้าไม่มีสนามบิน นักท่องเทียวก็ต้องมาทางเรือ
จากยุโรปเมกาใช้เวลาเดือนหนึ่งจะมาถึงไหมเนี่ย
หรือบินมาลงมาเลย์แล้วนั่งรถข้ามชายแดนเข้ามา
เมืองไทยจะขายหน้าประชาคมโลกขนาดไหน
เห็นไหมครับสินค้าทดแทนซึ่งเป็นพลังที่ 3.ห่างชั้นกับสินค้าจริงมาก
ย้อนไปดูพลังที่ 1. การแข่งขันระหว่างผู้เล่นรายเดิม
มีสนามบินเกาะสมุยมั้งครับที่เป็นผู้เล่นเก่า
แต่ก็อยู่กันคนละที่และห่างไกลกันเหลือเกิน(ทั้งในแง่ศักยภาพเงินทุนและทำเล)
ไม่มีทางที่เจ้าของสนามบินเกาะสมุยจะมาแข่งในกรุงเทพโดยการเปิดสนามบินใหม่
ผมก็ว่าจริงแฮะ
พลังที่ 2. การเข้ามาของรายใหม่
ต้องใช้เงินเป็นแสนล้านนะครับถึงจะสร้างสนามบินขนาดสุวรรณภูมิได้
พลังที่ 4.และ 5. ก็มีมากไม่ใช่เล่น
สรุปรวมแล้ว
หุ้นสนามบินเป็นหุ้นที่ผูกขาดและมีอำนาจต่อรองสูง
แต่ก็อย่าลืมที่ดร.บอกว่า
หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม ?บางคนบอกว่าถ้ารัฐวิสาหกิจนี้
“บริหารงานดีขึ้นแล้ว” อาจจะซื้อหุ้น
ความเป็นจริงก็คือ
อย่าหวังว่าจะบริหารดีขึ้น
นี่เป็นเรื่องของโครงสร้าง แก้ยากมาก
ต้องคิดว่า
บริหารแบบนี้แหละ
กำไรก็คงเท่านี้หรืออนาคตก็คงเท่านั้น
หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม?
ราคาตอนนี้ p/e 3.53 p/b 0.34
แต่พีอีนั้นรวมกำไรจากรายการพิเศษไปเยอะมาก
ส่วนค่าพีบีน่าจะใกล้เคียงของจริง
ดังนั้นสำหรับหุ้นแบบนี้ ราคานี้
จึงนับว่า undervalue เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอในอนาคต
ซึ่งเราหวังเพียงให้กำไรของบริษัทกลับมาเป็นปกติเท่านั้นเอง
เราไม่หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์จากการดำเนินงานที่สุดยอด
เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น
แต่หวังเพียงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้วครับ
ส่วนจะได้เวลาซื้อหรือยัง
สมาชิกต้องพิจารณากันเอาเอง
เร็วๆนี้ ครม.ก็มีมติจะพัฒนาเฟส 2. เพิ่มขึ้นอีก
จะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่ยังไม่ชัดเจนครับ
แต่หุ้นแบบนี้นอกจากจะเป็นหุ้น great แล้ว
ก็มีข้อเสียและข้อควรระวังอีกหลายอย่าง
คือ สมมติว่าสถานการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติ
เศรษฐกิจฟื้นตัว กำไรเยอะเหมือนที่เคยทำได้
เราต้องถามตัวเองว่า
หุ้นตัวนี้จะเป็นหุ้น great ที่ไม่ growth หรือเปล่า
ซึ่งคำตอบก็คือ ใช่
เพราะอัตราการเติบโตของผู้โดยสารนั้น เติบโตน้อยมาก
อยู่ที่ 4-5% ต่อปีเท่านั้นเอง
ซึ่งจัดเป็นหุ้นโตช้าตามวิธีของปีเตอร์ ลินช์
นอกจากนี้ หุ้นสนามบินยังเป็นหุ้นวัฏจักรอีกด้วย
คือเป็นประเภท economical cycle
ถ้าวัฏจักรยังไม่ใช่ขาขึ้น ผลการดำเนินงานที่ดีก็ยังไม่เกิด
ซึ่งหุ้นวัฏจักรมีข้อดีและข้อเสียอื่นๆอย่างไรบ้าง
สมาชิกน่าจะรู้กันดีแล้ว :lol:
อ้อ.....มีหุ้นอีกตัวที่เป็นหุ้นวัฏจักรเหมือนกัน
แต่ตัวนี้ผมเสนอเอง
และคิดว่าน่าสนใจ
เดี๋ยวค่อยมาเล่าครับ ไปรับลูกก่อน.....
แก้ไขล่าสุดโดย สามัญชน เมื่อ อังคาร ก.พ. 10, 2009 4:38 pm, แก้ไขไปแล้ว 3 ครั้ง.
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
- charnengi
- Verified User
- โพสต์: 2395
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 15
ในตลาดมีตัวหลักๆ ที่รัฐถืออยู่ก็มีประมานนี้ บางตัวก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
AOT 27/2/08 กระทรวงการคลัง 1,000,000,000 70.00%
ESSO 15/9/08 กระทรวงการคลัง 253,750,000 7.33%
MCOT 28/5/08 กระทรวงการคลัง 452,134,022 65.80%
MFC 25/4/08 กระทรวงการคลัง 20,000,000 16.67%
NEP 17/3/08 กระทรวงการคลัง 295,847,860 21.79%
PDI 6/5/08 กระทรวงการคลัง 31,200,000 13.81%
PTT 5/9/08 กระทรวงการคลัง 1,459,885,575 51.69%
THAI 23/4/08 กระทรวงการคลัง 866,997,841 51.03%
THL 11/4/08 กระทรวงการคลัง 15,000,000 1.98%
TMB 4/4/08 กระทรวงการคลัง 9,372,279,805 22.56%
VAYU1 15/8/08 กระทรวงการคลัง 3,000,000,000 30.00%
ข้อมูลจากไฟล์พี่ครรชิต ปีที่แล้ว
AOT 27/2/08 กระทรวงการคลัง 1,000,000,000 70.00%
ESSO 15/9/08 กระทรวงการคลัง 253,750,000 7.33%
MCOT 28/5/08 กระทรวงการคลัง 452,134,022 65.80%
MFC 25/4/08 กระทรวงการคลัง 20,000,000 16.67%
NEP 17/3/08 กระทรวงการคลัง 295,847,860 21.79%
PDI 6/5/08 กระทรวงการคลัง 31,200,000 13.81%
PTT 5/9/08 กระทรวงการคลัง 1,459,885,575 51.69%
THAI 23/4/08 กระทรวงการคลัง 866,997,841 51.03%
THL 11/4/08 กระทรวงการคลัง 15,000,000 1.98%
TMB 4/4/08 กระทรวงการคลัง 9,372,279,805 22.56%
VAYU1 15/8/08 กระทรวงการคลัง 3,000,000,000 30.00%
ข้อมูลจากไฟล์พี่ครรชิต ปีที่แล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 670
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 16
ผมเห็นว่า AOTสามัญชน เขียน:สรุปรวมแล้ว
หุ้นสนามบินเป็นหุ้นที่ผูกขาดและมีอำนาจต่อรองสูง
หุ้นถูกน่าสนใจเพียงพอไหม ?
ราคาตอนนี้ p/e 3.53 p/b 0.34
แต่พีอีนั้นรวมกำไรจากรายการพิเศษไปเยอะมาก
ส่วนค่าพีบีน่าจะใกล้เคียงของจริง
ดังนั้นสำหรับหุ้นแบบนี้ ราคานี้
จึงนับว่า undervalue เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอในอนาคต
ซึ่งเราหวังเพียงให้กำไรของบริษัทกลับมาเป็นปกติเท่านั้นเอง
เราไม่หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์จากการดำเนินงานที่สุดยอด
เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น
แต่หวังเพียงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้วครับ
เป็นหุ้นที่ดีอย่างที่พี่หมดสามัญชนและดอกเตอร์ว่าไว้จริง ๆ ครับ
จากที่ผมเคยดู AOT มาบ้าง
จริงแล้วรายได้ของ AOT เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีนะครับ ไม่ได้ลดลงมากอย่างที่หลายคนคิดครับ
ลองดูที่ EBITDA ก็ได้ครับ
แต่สิ่งเกิดขึ้นกับกำไรสุทธิปีหลัง ๆ
(2007-2008 ตัดกำไรพิเศษ)
ซึ่งลดลงอย่างน่าใจหาย
เป็นเพราะค่าเสื่อมจำนวนมาก
ตกปีละเกือบ 8000 ล้านบาทครับ
และ AOT ก็ยังลงทุนต่อเนื่องทุกปี
ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทครับ
ทำให้เงินสดลดลงทุกปี
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าเศรษฐกิจกลับมาดีแล้ว
จะทำให้กำไรปกติของ AOT กลับไปที่ 4-5 บาทได้อีกหรือไม่
เนื่องจากค่าเสื่อมดังกล่าวครับ
แต่ผมก็มอง ๆ ไว้เหมือนกันครับ
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 17
ขอเพิ่มดีอีกข้อครับสำหรับหุ้นรัฐคือ NEVER DIE
ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีมากๆ เพียงแต่หาหุ้นที่ต่ำbookมากๆ
คิดว่าไม่ขาดทุนในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตอย่างน้อยก็น่าจะเทรดกันที่BOOK
เพียงแต่ใครอึดและมองหาจุดtimingให้ออกเท่านั้นเอง
ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีมากๆ เพียงแต่หาหุ้นที่ต่ำbookมากๆ
คิดว่าไม่ขาดทุนในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตอย่างน้อยก็น่าจะเทรดกันที่BOOK
เพียงแต่ใครอึดและมองหาจุดtimingให้ออกเท่านั้นเอง
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
- charnengi
- Verified User
- โพสต์: 2395
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 18
book มันลดได้นะพี่ เห็นมาหลายตัวแล้วnaris เขียน:ขอเพิ่มดีอีกข้อครับสำหรับหุ้นรัฐคือ NEVER DIE
ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีมากๆ เพียงแต่หาหุ้นที่ต่ำbookมากๆ
คิดว่าไม่ขาดทุนในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตอย่างน้อยก็น่าจะเทรดกันที่BOOK
เพียงแต่ใครอึดและมองหาจุดtimingให้ออกเท่านั้นเอง
- sorawut
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2494
- ผู้ติดตาม: 2
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 19
บริษัทรัฐ NEVER DIE แต่ผู้ถือหุ้น DIE ได้ครับnaris เขียน:ขอเพิ่มดีอีกข้อครับสำหรับหุ้นรัฐคือ NEVER DIE
ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีมากๆ เพียงแต่หาหุ้นที่ต่ำbookมากๆ
คิดว่าไม่ขาดทุนในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตอย่างน้อยก็น่าจะเทรดกันที่BOOK
เพียงแต่ใครอึดและมองหาจุดtimingให้ออกเท่านั้นเอง
ถึงเวลานั้น รัฐก็แค่ลดทุนล้างขาดทุนสะสม
แล้วออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่จ่ายหนี้ บริษัทก็ไม่เจ๊ง
แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมก็กลายเป็นรายย่อยยับไปแล้ว
ผมว่าซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจนี่ก็เสียวๆนะครับ
ทั้งเรื่องการเมือง คอรัปชั่น สหภาพ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชานิยม
ในกรณี AOT ยังมีเรื่องค่าชดเชยให้กับคนที่พักแถวนั้นอีก
ถ้าราคาไม่ถูกโคตรๆเมื่อเทียบกับผลประกอบการในอนาคตล่ะก็ ผมไม่เสี่ยงครับ
ตัดสินใจว่า ธุรกิจไหนที่คุณต้องการจะเป็นเจ้าของ
และซื้อเมื่อราคาสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่เข้าท่าสำหรับการร่วมทำธุรกิจเท่านั้น
และซื้อเมื่อราคาสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่เข้าท่าสำหรับการร่วมทำธุรกิจเท่านั้น
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 20
ก็หาที่ไม่ขาดทุนแบบมีนัยสำคัญ bookก็จะลดไม่มากดิ
และต้องมองและเดาเอาเองว่าจะหาบริษัทจะฟื้นตอนไหน
ต้องเพิ่มทุนหรือเปล่า
ไม่ได้บอกว่าควรซื้อตอนนี้ หรือตอนไหน เพียงแต่สะกิดให้เห็น
โอกาสในวิกฤตมันมีอยู่เสมอ เพียงแต่ใครจะเห็น
และถ้าฟื้นผมว่ามันจะหลายเด้งด้วยนะครับ
ปล.ยังไม่มี เล็งไว้เสยๆ
และต้องมองและเดาเอาเองว่าจะหาบริษัทจะฟื้นตอนไหน
ต้องเพิ่มทุนหรือเปล่า
ไม่ได้บอกว่าควรซื้อตอนนี้ หรือตอนไหน เพียงแต่สะกิดให้เห็น
โอกาสในวิกฤตมันมีอยู่เสมอ เพียงแต่ใครจะเห็น
และถ้าฟื้นผมว่ามันจะหลายเด้งด้วยนะครับ
ปล.ยังไม่มี เล็งไว้เสยๆ
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
- Alastor
- Verified User
- โพสต์: 2590
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 21
AOT ผมเคยอ่านนิดหน่อย รีบวางเลยเพราะรู้สึกว่าเรื่องฟ้องร้องเยอะเหลือเกิน อีกอย่าง มันก็ไม่ได้ผูกขาดแบบไร้คู่แข่ง สนามบินในไทย ก็ต้องแข่งกับสนามบินเพื่อนบ้านครับ location ไทยคงได้เปรียบ แต่ถ้ายังเป็นได้แค่แหล่งหากินนักการเมือง ผมว่าคงเป็นเหมือน สายการบิน ที่เมื่อก่อนคนก็มองว่าผูกขาด ตอนนี้ก็เละ
Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert
- satantuey
- Verified User
- โพสต์: 743
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 23
ไม่รู้ใช่งานเดียวกันป่าว (หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นจัด)
มีคนเขียนคำถามเกี่ยวกับ AOT ไป ดร.ก็ตอบชัดๆ เน้นๆ อย่างที่พี่หมอว่า ผมได้ยินกับหูคับ เหอๆ ประเด็นแก บอกว่า ตอนนี้ราคาถูกมาก แต่รายย่อยอย่างเราๆ(ในห้องประชุม) จะกล้าถือไป 5 ปีรึป่าว ถ้าถือยาวได้ แกว่าชัวร์........
ปล. ดร.แกมองว่า การเดินทางมันอยุ่ในยีนส์ของมนุษย์....
แต่ VI จริงๆ ต้องซุ่มนะ.....ถ้าไม่ซุ่ม มันก็จะกลายเป็นเหมือน cpall หุ้นยอดนิยมของชาว VI ไปแล้ว
มีคนเขียนคำถามเกี่ยวกับ AOT ไป ดร.ก็ตอบชัดๆ เน้นๆ อย่างที่พี่หมอว่า ผมได้ยินกับหูคับ เหอๆ ประเด็นแก บอกว่า ตอนนี้ราคาถูกมาก แต่รายย่อยอย่างเราๆ(ในห้องประชุม) จะกล้าถือไป 5 ปีรึป่าว ถ้าถือยาวได้ แกว่าชัวร์........
ปล. ดร.แกมองว่า การเดินทางมันอยุ่ในยีนส์ของมนุษย์....
แต่ VI จริงๆ ต้องซุ่มนะ.....ถ้าไม่ซุ่ม มันก็จะกลายเป็นเหมือน cpall หุ้นยอดนิยมของชาว VI ไปแล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 361
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 24
ผมมองยังไงก็ธุรกิจผูกขาดชัวร์ๆ ฝรั่งมาไทยยังไงต้องสุวรรณภูมิ คงไม่นั่งเรือ รถ หรือลงเครื่องที่มาเลย์แล้วเข้ามาไทยหรอกครับ
อยากรู้เรื่องค่าเสื่อมครับว่าจะต้องตัดอีกกี่ปี เพราะถ้าไม่รวมค่าเสื่อมกำไรในช่วงเศรษฐกิจปกติคงเหยียบสิบบาทต่อหุ้น
อยากรู้เรื่องค่าเสื่อมครับว่าจะต้องตัดอีกกี่ปี เพราะถ้าไม่รวมค่าเสื่อมกำไรในช่วงเศรษฐกิจปกติคงเหยียบสิบบาทต่อหุ้น
- atsu
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1220
- ผู้ติดตาม: 1
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 26
เหมือนผมเลย พออ่านถึงหน้าคดีฟ้องร้องซักพักต้องข้ามไปเลย อ่านต่อไม่ไหว มึนมาก :lol:Alastor เขียน:AOT ผมเคยอ่านนิดหน่อย รีบวางเลยเพราะรู้สึกว่าเรื่องฟ้องร้องเยอะเหลือเกิน อีกอย่าง มันก็ไม่ได้ผูกขาดแบบไร้คู่แข่ง สนามบินในไทย ก็ต้องแข่งกับสนามบินเพื่อนบ้านครับ location ไทยคงได้เปรียบ แต่ถ้ายังเป็นได้แค่แหล่งหากินนักการเมือง ผมว่าคงเป็นเหมือน สายการบิน ที่เมื่อก่อนคนก็มองว่าผูกขาด ตอนนี้ก็เละ
แต่เรื่องคู่แข่งผมมองว่าเพื่อนบ้านยังห่างชั้นเรามากในเรื่องการท่องเที่ยว
ดังนั้นช่วงเศรษฐกิจกลับมาดี ยังไงสนามบินก็เต็มแน่ๆ
แต่กำไรจะกลับไปมากเท่าเดิมคงยาก เพราะค่าเสื่อมหลังเปิดสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 6000 ล้านต่อปี
และก็คงต้องมีเพิ่มต่อไปจากการก่อสร้างเฟส 2 เฟส 3
เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนเยอะมากกว่าจะเพิ่มกำไรแต่ละบาทได้
ข้อดีที่ผมนึกออกอีกอย่างคือเป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจที่แปลกกว่าตัวอื่นหน่อย
คือตัวอื่นผูกขาดก็จริงแต่ก็ใช่จะได้เปรียบเพราะขึ้นราคายากถึงยากมากที่สุดจะโดนชาวบ้านด่ากระจาย
แต่ AOT น่าจะขึ้นราคาแล้ว"โดนด่าน้อยที่สุด"เพราะผู้ใช้บริการไม่ใช่กลุ่มรากหญ้า
และตัวธุรกิจของ AOT เองก็ไม่ได้เป็นบริการ"พื้นฐาน"เพื่อบริการมวลชนอยู่แล้วต่างไปจาก โรงไฟฟ้า, น้ำมัน, รถเมล์, รถไฟ, ประปา ฯลฯ
-
- Verified User
- โพสต์: 1252
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 28
ผมคิดว่าบริษัทรัฐ....ที่ท่านอ.แนะนำอาจจะว่าจุดแข็งมากพอกับจุดด้อยน่าจะผ่านบัญญัติฝ่ายบริหารของปู่บัฟเฟตต์ได้ยากครับ :8)
- Alastor
- Verified User
- โพสต์: 2590
- ผู้ติดตาม: 0
หุ้นรัฐวิสาหกิจ / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 29
วันนี้ว่างๆเลยเปิดดูงบ AOT หัวโขกจอเลย เข้าใจแล้วว่าทำไมคนสนใจ +_+
ปีปกติน่าจะทำ OCF ได้ราวๆเกือบ 50% ของ MktCap หักลงทุนก็เหลือ FCF ราว 20% ของ MktCap
งานนี้ผมว่าคงไม่ต้องดูงบละเอียดอ่ะครับ อ่านไปก็สะดุ้งเปล่าๆ รอตลาดพาไปละกันครับ :lol:
ปีปกติน่าจะทำ OCF ได้ราวๆเกือบ 50% ของ MktCap หักลงทุนก็เหลือ FCF ราว 20% ของ MktCap
งานนี้ผมว่าคงไม่ต้องดูงบละเอียดอ่ะครับ อ่านไปก็สะดุ้งเปล่าๆ รอตลาดพาไปละกันครับ :lol:
Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert